โครงการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ปี 2569 เปิดแล้ว คุ้มไหม? ใครสมัครได้บ้าง และควรรู้อะไรก่อนติดตั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์
การติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับบ้านพักอาศัยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้หลายครอบครัวเริ่มมองหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายระยะยาว พร้อมกับช่วยลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
ล่าสุด ภาครัฐได้เปิด โครงการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ปี 2569 อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน สามารถนำไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้มาจำหน่ายคืนให้กับการไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี
แม้หลายคนจะเข้าใจว่าโครงการนี้เป็นการติดตั้งโซลาร์เพื่อขายไฟเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว แนวคิดของโครงการยังคงเน้นให้ ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (Self Consumption) ก่อน และขายเฉพาะไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้งานเท่านั้น ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ช่วยให้เจ้าของบ้านได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน
โครงการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ปี 2569 คืออะไร
โครงการนี้เป็นนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน และเปิดโอกาสให้สามารถจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าส่วนที่เหลือใช้เข้าสู่ระบบของการไฟฟ้า
อัตรารับซื้อไฟฟ้ากำหนดไว้ที่
- 2.20 บาทต่อหน่วย (kWh)
- ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
- รับกำลังการผลิตเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อราย
- การรับซื้อดำเนินการโดย
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
- การไฟฟ้านครหลวง (MEA)
โดยมีโควตารวมของทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ (MW)
ใครสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้
ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติหลัก ดังนี้
1. เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย
2. เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า
3. ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ตามมาตรฐานที่กำหนด
4. สามารถดำเนินการจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ได้ภายในปี 2570
เนื่องจากโครงการใช้หลัก First Come First Served หรือผู้ยื่นสมัครก่อนจะได้รับการพิจารณาก่อน หากโควตาเต็มก็ต้องรอการเปิดรับในรอบถัดไป ดังนั้นผู้ที่สนใจควรเตรียมเอกสารและวางแผนการติดตั้งล่วงหน้า
Net Billing คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ
หลายคนยังสับสนระหว่างระบบ Net Metering และ Net Billing
สำหรับโครงการปี 2569 นี้ ใช้หลักการ Net Billing
กล่าวคือ
ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ จะถูกนำมาใช้ภายในบ้านก่อน หากช่วงเวลากลางวันมีการใช้ไฟพร้อมกับการผลิต ก็จะช่วยลดการซื้อไฟจากการไฟฟ้าโดยตรง
เมื่อผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าปริมาณที่ใช้ในขณะนั้น ไฟฟ้าส่วนเกินจึงจะถูกส่งเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้า และได้รับค่าตอบแทนในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย
ดังนั้น รายได้จากการขายไฟจึงไม่ใช่ประโยชน์หลักของระบบ แต่สิ่งที่คุ้มค่ากว่าคือ การลดค่าไฟฟ้าภายในบ้านในแต่ละเดือน
ยิ่งเจ้าของบ้านสามารถใช้ไฟในช่วงกลางวันได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น
ติดตั้งโซลาร์เพื่อขายไฟอย่างเดียว คุ้มหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ควรออกแบบระบบเพื่อขายไฟเพียงอย่างเดียว
เหตุผลคือ ราคาค่าไฟที่เราซื้อจากการไฟฟ้าในปัจจุบันสูงกว่าราคาที่การไฟฟ้ารับซื้อคืนหลายเท่า
ดังนั้น การผลิตไฟฟ้าแล้วนำมาใช้เอง จะสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการผลิตเพื่อขายทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น หากบ้านหลังหนึ่งใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันเป็นประจำ เช่น เปิดเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หรือชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า การติดตั้งโซลาร์เซลล์จะช่วยลดค่าไฟได้ทันที และไฟฟ้าที่เหลือจริง ๆ จึงค่อยส่งขายคืนให้กับระบบ
แนวคิดนี้ทำให้ระยะเวลาคืนทุนของระบบโซลาร์เซลล์ยังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจ แม้อัตรารับซื้อไฟจะไม่ได้สูงเหมือนในอดีต
ก่อนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ควรตรวจสอบอะไรบ้าง
ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสำรวจหน้างาน เพื่อประเมินความเหมาะสมของบ้าน เช่น
- ทิศทางของหลังคา
- พื้นที่ติดตั้ง
- ความแข็งแรงของโครงสร้าง
- ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือน
- เงาบังจากอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง
- ขนาดระบบที่เหมาะสม
การออกแบบระบบให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้ไฟ จะช่วยให้ผลิตไฟฟ้าได้ตรงกับช่วงเวลาที่บ้านมีการใช้ไฟมากที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน
โครงการนี้เหมาะกับใครบ้าง
โครงการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เหมาะกับ
- เจ้าของบ้านที่มีค่าไฟต่อเดือนค่อนข้างสูง
- บ้านที่มีการใช้ไฟในช่วงกลางวัน
- ผู้ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว
- ผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มมูลค่าให้กับที่อยู่อาศัย
นอกจากช่วยลดค่าไฟแล้ว ระบบโซลาร์เซลล์ยังช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าไฟในอนาคตอีกด้วย
สรุป
การเปิดรับสมัคร โครงการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ปี 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการเริ่มใช้พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง แม้อัตรารับซื้อไฟฟ้าจะอยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย แต่หัวใจสำคัญของโครงการไม่ใช่การขายไฟ หากเป็นการ ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองและลดค่าไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน

ทีมผู้เชี่ยวชาญ Solar PPM ประกอบด้วยวิศวกรพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผ่านการรับรองและผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมโซล่าเซลล์ที่มีประสบการณ์จริงมากกว่า 10 ปี ครอบคลุมทั้งการออกแบบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบโซล่าเซลล์ ในฐานะส่วนหนึ่งของบริษัท โซลาร์ พีพีเอ็ม จำกัด ซึ่งอยู่ในเครือบริษัทมหาชน PORN PROM METAL ทีมของเราได้มีส่วนร่วมในโครงการติดตั้งรวมกว่า 200 MW ทั่วประเทศไทย ให้กับลูกค้าชั้นนำอย่าง Central Pattana, Thai Union, IKEA และ HOYA


