Net Billing คืออะไร? ทำความเข้าใจระบบโซลาร์ใช้เอง เหลือขายคืนการไฟฟ้า
เมื่อพูดถึงการติดตั้ง Solar Rooftop หลายคนมักคิดถึงประโยชน์เรื่องการลดค่าไฟเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้ในแต่ละวันอาจมีบางช่วงที่มากกว่าปริมาณไฟฟ้าที่บ้านกำลังใช้งาน แล้วไฟฟ้าส่วนเกินเหล่านั้นจะไปไหน?
หนึ่งในคำตอบที่กำลังได้รับความสนใจในประเทศไทยคือ Net Billing ระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถ “ผลิตไฟใช้เองก่อน และขายไฟส่วนที่เหลือคืนเข้าสู่ระบบ” ได้
ในปี 2569 ประเทศไทยเดินหน้าส่งเสริม Solar Rooftop ภาคประชาชนในรูปแบบ Net Billing อย่างชัดเจน โดยกำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินรวมไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ และกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี
แล้ว Net Billing คืออะไร ต่างจาก Net Metering อย่างไร และเจ้าของบ้านที่กำลังคิดติดโซลาร์เซลล์ควรรู้อะไรบ้าง? บทความนี้สรุปให้เข้าใจง่ายในครั้งเดียว
Net Billing คืออะไร?
Net Billing คือระบบบริหารไฟฟ้าสำหรับผู้ที่สามารถผลิตไฟฟ้าเอง เช่น บ้านที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา โดยหลักการสำคัญคือ
ผลิตไฟฟ้า → ใช้เองก่อน → ไฟที่เหลือส่งเข้าสู่ระบบ → ได้รับค่าตอบแทนตามอัตรารับซื้อ
ตัวอย่างเช่น ในช่วงกลางวันระบบ Solar Rooftop ผลิตไฟฟ้าได้ 10 หน่วย ขณะที่ภายในบ้านใช้ไฟอยู่ 6 หน่วย
ไฟฟ้า 6 หน่วยแรกจะถูกนำไปใช้ภายในบ้านทันที ทำให้ลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากการไฟฟ้า ส่วนไฟอีก 4 หน่วยที่ผลิตได้แต่ไม่ได้ใช้งาน สามารถส่งเข้าสู่ระบบไฟฟ้าตามเงื่อนไขของโครงการ
หากใช้อัตรารับซื้อโครงการ Solar Rooftop ภาคประชาชนปี 2569 ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย ไฟฟ้าส่วนเกิน 4 หน่วยดังกล่าวจะมีมูลค่า 8.80 บาท
หัวใจของ Net Billing จึงไม่ใช่การติดโซลาร์เซลล์เพื่อ “ผลิตไฟขาย” เป็นหลัก แต่คือการ ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองให้มากที่สุด แล้วนำส่วนที่ใช้ไม่หมดออกขาย
แนวคิดนี้ทำให้การออกแบบขนาดระบบ Solar Rooftop ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ไฟมีความสำคัญมาก เพราะยิ่งสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ทันทีในช่วงกลางวันมากเท่าไร ก็ยิ่งสามารถลดการซื้อไฟจากระบบได้มากขึ้น
Net Billing ต่างจาก Net Metering อย่างไร?
สองคำนี้มักถูกพูดถึงพร้อมกันจนหลายคนเข้าใจว่าเป็นระบบเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วมีหลักการคิดต่างกันพอสมควร
Net Metering
Net Metering มักใช้หลักการนำจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตเกินและส่งเข้าระบบมาหักลบกับจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ซื้อจากระบบ
สมมติว่าเดือนหนึ่งบ้านซื้อไฟจากการไฟฟ้า 300 หน่วย และส่งไฟจากโซลาร์เซลล์กลับเข้าสู่ระบบ 100 หน่วย หากใช้หลักการหักหน่วยแบบ 1:1 ก็จะนำ 100 หน่วยดังกล่าวมาหักออกจากหน่วยที่ซื้อ
จุดเด่นของวิธีนี้คือผู้ผลิตไฟสามารถได้รับมูลค่าจากไฟที่ส่งออกใกล้เคียงกับราคาที่ต้องจ่ายเมื่อซื้อไฟกลับมา จึงมีแนวโน้มสร้างความคุ้มค่าให้ผู้ติดตั้งได้ค่อนข้างสูง
Net Billing
Net Billing จะแยก “ราคาซื้อไฟ” และ “ราคาขายไฟ” ออกจากกัน
เมื่อเราต้องการใช้ไฟจากระบบ ก็ซื้อไฟตามอัตราค่าไฟฟ้าที่กำหนด แต่เมื่อโซลาร์เซลล์ผลิตเกินและส่งไฟกลับเข้าสู่ระบบ การไฟฟ้าจะรับซื้อไฟดังกล่าวตามอัตราที่กำหนดไว้สำหรับโครงการ
สำหรับโครงการ Solar Rooftop ภาคประชาชนรอบปี 2569 อัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินอยู่ที่ 2.20 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือ 2.20 บาทต่อหน่วย
ดังนั้น วิธีคิดของ Net Billing จึงไม่ใช่ “ส่งออก 1 หน่วย แล้วนำไปหักกับไฟที่ซื้อ 1 หน่วย” แต่เป็นการคำนวณมูลค่าของไฟที่ซื้อและไฟที่ขายแยกจากกัน
ทำไมประเทศไทยเลือกใช้ระบบ Net Billing?
การออกแบบนโยบายด้านพลังงานต้องพิจารณามากกว่าความคุ้มค่าของผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงต้นทุนของระบบสายส่ง ระบบจำหน่าย ความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้า และผู้ใช้ไฟฟ้าที่ยังไม่ได้ติดตั้งโซลาร์ด้วย
ในเดือนเมษายน 2569 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. มีมติเห็นชอบแนวทางส่งเสริม Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชนในรูปแบบ Net Billing พร้อมกำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 500 MW ก่อนที่ กกพ. จะออกประกาศโครงการและให้ กฟน. และ กฟภ. เปิดรับคำขอในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
แนวทางดังกล่าวต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบโครงข่ายและมาตรฐานการเชื่อมต่อ เพื่อรองรับจำนวนผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยที่เพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบต่อคุณภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
พูดง่าย ๆ คือ เมื่อบ้านจำนวนมากสามารถเป็นทั้ง “ผู้ใช้ไฟ” และ “ผู้ผลิตไฟ” หรือ Prosumer ได้พร้อมกัน ระบบไฟฟ้าก็ต้องสามารถบริหารการรับและจ่ายพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รายละเอียดสำคัญของ Net Billing สำหรับโซลาร์ภาคประชาชน ปี 2569
สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ มีเงื่อนไขสำคัญที่ควรรู้ ได้แก่
- เป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 500 MW
โครงการกำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้ารวมทั่วประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยบริหารจัดการร่วมกันระหว่างการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
- เสนอขายไฟได้ไม่เกิน 5 kW ต่อมิเตอร์
ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถเสนอขายกำลังไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ AC ต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า
ทั้งนี้ ขนาดแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งจริงและขนาดกำลังไฟที่อนุญาตให้ขายควรพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของการไฟฟ้าและการออกแบบระบบของแต่ละบ้าน
- รับซื้อไฟส่วนเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย
ไฟฟ้าที่ผลิตได้แต่ไม่ได้ใช้ภายในบ้าน และส่งกลับเข้าสู่ระบบตามเงื่อนไข จะได้รับค่าตอบแทนในอัตรา 2.20 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง
- ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
สัญญารับซื้อไฟฟ้าของโครงการกำหนดระยะเวลารับซื้อ 10 ปี ซึ่งช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการประเมินความคุ้มค่าของโครงการในระยะยาวได้
- หลักการสำคัญคือ “ใช้เองก่อน เหลือจึงขาย”
เนื่องจากราคาขายไฟส่วนเกินและราคาที่เราซื้อไฟจากระบบไม่เท่ากัน การออกแบบระบบเพื่อให้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ถูกใช้งานภายในบ้านมากที่สุดจึงมีความสำคัญต่อความคุ้มค่า
ติด Solar Rooftop แล้วควรเน้นใช้เองหรือขายไฟ?
คำตอบสำหรับคนส่วนใหญ่คือ ควรเน้นใช้เองก่อน
เพราะประโยชน์หลักของ Solar Rooftop เกิดขึ้นทันทีเมื่อระบบกำลังผลิตไฟและบ้านกำลังใช้ไฟพร้อมกัน
ลองนึกภาพบ้านที่เปิดเครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้า ปั๊มน้ำ หรือมีผู้พักอาศัยอยู่บ้านในช่วงกลางวัน พลังงานที่โซลาร์เซลล์ผลิตได้สามารถถูกนำไปใช้โดยตรง ทำให้ลดจำนวนหน่วยไฟที่ต้องซื้อจากการไฟฟ้า
ส่วนพลังงานที่ผลิตเกินจึงค่อยส่งกลับเข้าสู่ระบบและรับค่าตอบแทนตามเงื่อนไข Net Billing
นี่คือเหตุผลที่ก่อนติดตั้ง Solar Rooftop ไม่ควรเลือกขนาดระบบด้วยวิธีคิดง่าย ๆ ว่า “หลังคามีพื้นที่เท่าไร ก็ติดให้เต็มพื้นที่”
สิ่งที่ควรดูควบคู่กันคือ ค่าไฟย้อนหลัง รูปแบบการใช้ไฟรายวัน ปริมาณการใช้ไฟช่วงกลางวัน ทิศทางหลังคา พื้นที่ติดตั้ง และงบประมาณ
ระบบที่มีขนาดเหมาะสมกับโหลดจริง อาจสร้างความคุ้มค่าได้ดีกว่าระบบขนาดใหญ่ที่ผลิตไฟออกมามาก แต่เจ้าของบ้านไม่สามารถใช้พลังงานดังกล่าวได้ทัน
แล้วตอนกลางคืนใช้ไฟจากไหน?
อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ เมื่อติดโซลาร์เซลล์แล้วจะไม่ต้องซื้อไฟจากการไฟฟ้าอีก
สำหรับระบบ Solar Rooftop On-Grid ทั่วไป เมื่อไม่มีแสงแดดหรือในช่วงกลางคืน ระบบโซลาร์เซลล์จะไม่มีพลังงานจากแสงอาทิตย์เพียงพอสำหรับผลิตไฟฟ้า บ้านจึงยังคงใช้ไฟจากระบบของการไฟฟ้าตามปกติ
หากต้องการเก็บพลังงานที่ผลิตในช่วงกลางวันไว้ใช้ภายหลัง จำเป็นต้องพิจารณาระบบกักเก็บพลังงานหรือ Battery Energy Storage System (BESS) เพิ่มเติม
สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชนปี 2569 กกพ. ระบุว่าไม่มีข้อห้ามในการติดตั้งระบบ BESS ร่วมกับ Solar Rooftop แต่การติดตั้งและใช้งานต้องเป็นไปตามมาตรฐานทางวิศวกรรมของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย
ขั้นตอนติดตั้ง Solar Rooftop สะดวกขึ้น
อีกเรื่องที่น่าสนใจในปี 2569 คือแนวทางลดขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินงานด้าน Solar Rooftop
PEA ระบุเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ว่าได้ยกระดับบริการ One Stop Service และลดระยะเวลาดำเนินการติดตั้ง Solar Rooftop จากเดิม 65 วัน เหลือประมาณ 30 วัน พร้อมใช้ระบบ PPIM สำหรับกระบวนการยื่นขอเชื่อมต่อระบบ เพื่อเพิ่มความสะดวกและความโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาดำเนินการจริงของแต่ละโครงการอาจแตกต่างกันตามประเภทระบบ พื้นที่ให้บริการ ความครบถ้วนของเอกสาร การตรวจสอบระบบ และเงื่อนไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นควรตรวจสอบข้อมูลกับ กฟน. หรือ กฟภ. อีกครั้งก่อนดำเนินการ
โรงงานและธุรกิจสามารถใช้ Net Billing โครงการนี้ได้หรือไม่?
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะคำว่า Net Billing อาจทำให้เจ้าของโรงงานหรือสถานประกอบการเข้าใจว่าโครงการรับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วยสามารถสมัครได้เช่นเดียวกัน
โครงการรับซื้อไฟฟ้า Solar Rooftop ภาคประชาชนปี 2569 ที่กล่าวถึงในบทความนี้กำหนดสำหรับประเภทบ้านอยู่อาศัย และมีเงื่อนไขเฉพาะของโครงการ จึงไม่ควรนำหลักเกณฑ์ 5 kW หรืออัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วยไปใช้คำนวณโครงการ Solar Rooftop สำหรับโรงงานโดยตรง
สำหรับโรงงาน คลังสินค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า หรือธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก กลยุทธ์ที่สร้างความคุ้มค่ามักให้ความสำคัญกับ การผลิตไฟเพื่อใช้เอง หรือ Self-Consumption โดยออกแบบกำลังผลิตให้สัมพันธ์กับ Load Profile ของกิจการ
โดยเฉพาะโรงงานที่เดินเครื่องในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ Solar Rooftop ผลิตไฟได้สูง การใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในกิจการโดยตรงสามารถช่วยลดการซื้อไฟจากระบบและลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น สำหรับภาคธุรกิจ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ติดได้กี่ kW” แต่ควรวิเคราะห์ตั้งแต่ค่าไฟย้อนหลัง Demand Profile พื้นที่หลังคา ชั่วโมงการเดินเครื่อง ไปจนถึงโครงสร้างทางการเงินและระยะเวลาคืนทุนของโครงการ
Net Billing ทำให้ Solar Rooftop น่าสนใจขึ้นอย่างไร?
การมีระบบ Net Billing ทำให้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ที่ผลิตเกินความต้องการไม่ได้สูญเปล่า แต่สามารถส่งคืนเข้าสู่ระบบและสร้างมูลค่าเพิ่มเติมตามเงื่อนไขของโครงการ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เจ้าของบ้านควรให้ความสำคัญที่สุดยังคงเป็น การออกแบบระบบให้สอดคล้องกับการใช้ไฟจริง
เพราะ Solar Rooftop ที่คุ้มค่าไม่จำเป็นต้องเป็นระบบที่ใหญ่ที่สุด หรือผลิตไฟได้มากที่สุดเสมอไป แต่ควรเป็นระบบที่สามารถเปลี่ยนแสงแดดให้กลายเป็น “ค่าไฟที่ลดลง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน
ก่อนตัดสินใจติดตั้งจึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญสำรวจพื้นที่ ตรวจสอบโครงสร้างหลังคา วิเคราะห์ค่าไฟย้อนหลัง เลือกขนาดระบบ รวมถึงเลือกแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ระบบสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยตลอดอายุโครงการ
สรุป Net Billing แบบง่ายที่สุด
หากจะอธิบาย Net Billing คืออะไร ในประโยคเดียว สามารถสรุปได้ว่า
“ผลิตไฟจากโซลาร์เซลล์ ใช้เองก่อน ส่วนที่เหลือขายคืนเข้าสู่ระบบตามอัตรารับซื้อที่กำหนด”
สำหรับโครงการ Solar Rooftop ภาคประชาชนปี 2569 ประเทศไทยกำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 500 MW เสนอขายได้ไม่เกิน 5 kW ต่อมิเตอร์ รับซื้อไฟส่วนเกินในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย และมีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้เจ้าของบ้านไม่ได้มีสถานะเป็นเพียง “ผู้ใช้ไฟฟ้า” แต่สามารถก้าวไปสู่การเป็น Prosumer — ผู้ใช้ที่สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ด้วยตัวเอง
สำหรับบ้าน อาคาร หรือธุรกิจที่กำลังพิจารณาติดตั้ง Solar Rooftop สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นจากการวิเคราะห์การใช้ไฟจริง และออกแบบระบบให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ เพราะเมื่อระบบถูกออกแบบอย่างเหมาะสม ทุกพื้นที่บนหลังคาก็สามารถเปลี่ยนแสงแดดให้กลายเป็นต้นทุนพลังงานที่ลดลงในระยะยาวได้
Solar PPM พร้อมให้คำปรึกษา สำรวจ ออกแบบ และติดตั้ง Solar Rooftop ให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ไฟของบ้าน อาคาร และภาคธุรกิจ พร้อมดูแลด้านมาตรฐานและความปลอดภัย เพื่อให้ทุกการลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์เกิดความคุ้มค่าในระยะยาว

ทีมผู้เชี่ยวชาญ Solar PPM ประกอบด้วยวิศวกรพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผ่านการรับรองและผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมโซล่าเซลล์ที่มีประสบการณ์จริงมากกว่า 10 ปี ครอบคลุมทั้งการออกแบบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบโซล่าเซลล์ ในฐานะส่วนหนึ่งของบริษัท โซลาร์ พีพีเอ็ม จำกัด ซึ่งอยู่ในเครือบริษัทมหาชน PORN PROM METAL ทีมของเราได้มีส่วนร่วมในโครงการติดตั้งรวมกว่า 200 MW ทั่วประเทศไทย ให้กับลูกค้าชั้นนำอย่าง Central Pattana, Thai Union, IKEA และ HOYA


