พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ จะผลิตไฟฟ้าได้ 33% ของพลังงานทั้งหมดทั่วโลกภายในปี 2573

พลังงานแสงอาทิตย์ 33% 1

เมื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น ราคาพลังงานจะลดลง

รายงานของสถาบันร๊อคกี้เมาน์เทน (RMI) กล่าวเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาว่าโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมและโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตไฟฟ้ามากกว่า 1 ใน 3 ของโลก ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นสัญญาณของการบรรลุข้อตกลงมุ่งสู่ net zero

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สุลต่าน อัลจาเบอร์ ประธานการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศครั้งต่อไปของสหประชาชาติ (COP28) เรียกร้องให้มีการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายในปี 2573 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและช่วยให้บรรลุเป้าหมาย The Paris Agreement 

โครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์คาดว่าจะผลิตไฟฟ้าได้อย่างน้อย 33% ทั่วโลก เพิ่มขึ้นประมาณ 12% จากในตอนนี้ ส่งผลให้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลลดลง และราคาพลังงานปรับลดลง 

 RMI เป็นองค์กรไม่แสงหาผลกำไรจากสหรัฐอเมริกา  มุ่งเน้นด้านพลังงานสะอาด ดำเนินการวิจัยร่วมกับ Bezos Earth Fund ด้วยกองทุนมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ก่อตั้งโดย Jeff Bezos เจ้าของ AMAZON เพื่อช่วยเหลือกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น การติดตั้งโซล่าเซลล์ (โซลาร์เซลล์)นับเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุด จะลดเหลิอ 20 ดอลลาร์ (17.80 ยูโร) ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) จากประมาณ 40 ดอลลาร์ (35.70 ยูโร) ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงในปัจจุบัน  เนื่องจากมีการโครงการติดตั้งมากขึ้น ทำให้สัดส่วนของค่าใช้จ่ายลดลง

Kingsmill ฺBond ผู้อำนวยการอาวุโสของ RMI กล่าวว่า “ประโยชน์ของการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้อย่างรวดเร็วคือความมั่นคงทางพลังงานที่มากขึ้น และความเป็นอิสระสูง รวมถึงแก้ปัญหาราคาพลังงานให้ลดลงอย่างยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นเอง ยิ่งคุณติดตั้งมากเท่าไหร่ ราคายิ่งถูกลงเท่านั้น”


ที่มา : EURONEWS